น้องมะม่วงกินสิ่งแปลกปลอม — เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัข คือ การกินสิ่งแปลกปลอม (Foreign body ingestion) ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ฝาขวด เข็ม ด้าย หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีกลิ่นน่าสนใจสำหรับน้องหมา

สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เมื่อกลืนเข้าไป อาจติดค้างในหลอดอาหาร กระเพาะ หรือแม้แต่ลำไส้ ทำให้เกิดอาการอาเจียน เบื่ออาหาร ท้องอืด หรืออาจทะลุลำไส้จนติดเชื้อในช่องท้องได้

—————————————————–

📸 เคสน้องมะม่วง

เจ้าของแจ้งว่าน้องมะม่วงน่าจะ “กลืนเข็มเข้าไป” ทีมสัตวแพทย์จึงเอ็กซเรย์พบเข็มในกระเพาะและทำการส่องกล้อง (Endoscopy) ตรวจดู พบว่าสิ่งที่อยู่ในกระเพาะคือ

➡️ ฝาขวดพลาสติกขนาดใหญ่

➡️ เชือก

➡️ เข็มเย็บผ้าและด้าย

สิ่งของบางชิ้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะคีบออกด้วยกล้องได้ จึงจำเป็นต้องทำการ ผ่าตัดเปิดกระเพาะ (Gastrotomy) เพื่อนำออกอย่างปลอดภัย

—————————————————–

🧠 ทำไมต้องส่องกล้องก่อนผ่าตัด?

การส่องกล้องช่วยให้สัตวแพทย์มองเห็นสิ่งแปลกปลอมภายในทางเดินอาหารโดยไม่ต้องเปิดช่องท้องก่อน ซึ่งในบางกรณีสามารถคีบออกได้เลยโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่ คม หรืออยู่ในตำแหน่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอวัยวะ เช่น กรณีน้องมะม่วง ทีมแพทย์จะเลือกวิธีผ่าตัดที่ ปลอดภัยที่สุดสำหรับสัตว์ 🐶

💗 การดูแลหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัด ทีมสัตวแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือแผลรั่ว

✔️ งดอาหารและน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด

✔️ ให้ยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดต่อเนื่อง

✔️ ค่อย ๆ ปรับอาหารเป็นอาหารย่อยง่าย

✔️ สังเกตอาการอาเจียนหรือซึม หากพบให้รีบกลับมาพบสัตวแพทย์ทันที

🩷 ข้อควรระวังสำหรับเจ้าของ

• เก็บของชิ้นเล็กหรือแหลมคมให้พ้นมือสัตว์เลี้ยง

• ไม่ปล่อยให้น้องเล่นของที่สามารถหลุดหรือกลืนได้

• หากสงสัยว่าน้องกลืนสิ่งแปลกปลอม อย่าพยายามทำให้อาเจียนเอง ควรรีบนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อเอกซเรย์หรือส่องกล้องทันที

ส่องกล้อง/ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฐฐ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ทำไมต้องฝังไมโครชิปให้สัตว์เลี้ยง? ไม่ได้แค่ไว้ “หรูดูดี” แต่คือเรื่องของความปลอดภัยและกฎหมาย!

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า… ตอนนี้ในประเทศไทย การฝังไมโครชิปในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมว ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งในด้าน

✅ การระบุตัวตน

✅ การป้องกันการสูญหาย

✅ และการเป็นหลักฐานทางกฎหมาย

💡 ไมโครชิปคืออะไร?

– ไมโครชิปเป็น ชิปขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บรรจุรหัสเฉพาะ 15 หลัก ไม่สามารถลบหรือซ้ำได้ ฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณ ระหว่างสะบัก (ข้างหลังคอ) ของสุนัขหรือแมว

– ไม่มีแบตเตอรี่ ⚡ ไม่ส่งคลื่นไฟฟ้าออกมา

อ่านข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่ใช้ เครื่องสแกน (scanner) เท่านั้น

🇹🇭 ในประเทศไทย ฝังไมโครชิปไว้มีประโยชน์อะไรบ้าง?

🐾 1. พิสูจน์ตัวตนสัตว์เลี้ยงได้แน่นอน เมื่อสัตว์หายหรือถูกขโมย สามารถสแกนชิปเพื่อระบุตัวตนและเจ้าของได้ทันที

🐾 2. จำเป็นสำหรับการทำทะเบียน / เดินทาง / เพาะพันธุ์ / ส่งออก กรมปศุสัตว์ใช้หมายเลขไมโครชิปเป็น “รหัสประจำตัวสัตว์” ที่ผูกกับฐานข้อมูล เช่น การทำ Pet Passport, การส่งออก, การย้ายถิ่น, หรือขอใบรับรองสุขภาพ (Health Certificate)

🐾 3. ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย หากเกิดกรณีพิพาท เช่น ทรัพย์สินหาย หรือการขโมยสัตว์ ไมโครชิปสามารถใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของได้

🐾 4. ปลอดภัย ไม่เจ็บมาก และอยู่ได้ตลอดชีวิต ฝังเพียงครั้งเดียวโดยสัตวแพทย์ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ไม่ต้องดมยาสลบ และไม่ต้องดูแลพิเศษหลังทำ

สพ.ฝัง: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Superficial Corneal Ulcer ในสุนัขคืออะไร?

“แผลหลุมกระจกตาตื้น” หรือ Superficial corneal ulcer คือ ภาวะที่ผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (epithelium) เกิดการถลอกหรือเป็นแผล ซึ่งกระจกตาคือส่วนใส ๆ ด้านหน้าของลูกตา ถ้ามีแผลจะทำให้สุนัข เคืองตา ปวดตา กระพริบตาบ่อย และน้ำตาไหลมาก

🐾 สาเหตุที่พบบ่อย

•ถูกเล็บ ขน หรือสิ่งแปลกปลอม ขีดข่วนตา

• การ เกา หรือถูตาแรง ๆ จากอาการคัน

• ขนตาขึ้นผิดทิศ ทำให้ขนถูตา

• สารเคมีหรือน้ำยาทำความสะอาดเข้าตา

• ภาวะ ตาแห้ง (Keratoconjunctivitis sicca)

• การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสร่วม

👨🏻‍⚕️ คุณหมอจะทำการตรวจตาอย่างละเอียด โดยเฉพาะ

1. ย้อมตาด้วยสี fluorescein stain – ถ้ามีแผล สีจะติดเป็นจุดหรือรอยบนกระจกตา

2. ตรวจด้วยไฟส่องตา (slit lamp / ophthalmoscope) เพื่อดูความลึกของแผล

3. ตรวจ tear test (Schirmer tear test) เพื่อดูว่ามีตาแห้งหรือไม่

4. ตรวจหาขนหรือสิ่งแปลกปลอม บริเวณขอบตาและหนังตาที่สาม

💊 การรักษา

1. หยอดยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. ใช้ยาลดปวดตา เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อตาและความเจ็บ

3. ในบางรายที่แผลไม่หาย อาจต้อง ขูดแผล (debridement) หรือทำ grid keratotomy / contact lens ปิดแผล โดยสัตวแพทย์

4. ใส่ ปลอกคอกันเลีย ป้องกันสุนัขเกาหรือถูตา

โดยปกติแผลตื้นจะหายภายใน 5–7 วัน ถ้ารักษาเร็วและไม่ติดเชื้อ

🛡️ การป้องกัน

• หลีกเลี่ยงให้สุนัขกัดกันแรง ๆ

• ตรวจเช็กและ ตัดขนรอบตาให้สั้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์หน้าสั้น (ปั๊ก, ชิสุ, ปอมฯ)

• อย่าใช้ สำลีหรือทิชชูเช็ดตาแรง ๆ

• หากมี น้ำตาไหล เคืองตา หรือหรี่ตา ให้รีบพามาตรวจโดยสัตวแพทย์ เพราะแผลลึกสามารถทำให้ตาบอดได้

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

รู้จัก “เชื้อราผิวหนังในสุนัข” หรือ Dermatophytosis กันไหม?

โรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุยอดฮิตของอาการ ขนร่วงเป็นวง ๆ คัน หรือมีสะเก็ดตามตัว โดยเฉพาะในลูกสุนัข หรือสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอครับ

🔍 เชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ Microsporum canis ซึ่งสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ (เรียกว่าโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน – Zoonosis) ดังนั้นคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ก็ควรระวังเช่นกัน

📋 อาการที่พบบ่อย

• ขนร่วงเป็นหย่อม ๆ ขอบชัด

• ผิวหนังแดง คัน มีสะเก็ดหรือขุย

• ในบางรายอาจไม่มีอาการคันเลย แต่เชื้อยังอยู่และแพร่ต่อได้

• สามารถติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

🧫 การวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะใช้การตรวจด้วยแสง Wood’s lamp, การส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือเพาะเชื้อรา เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อก่อนเริ่มการรักษา

💊 การรักษา

• ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่ (เช่น แชมพูหรือครีมที่มี miconazole, ketoconazole หรือ lime sulfur dip)

• ร่วมกับยากินในบางกรณีที่รอยโรคกว้างหรือดื้อยา

• ควรทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขอยู่ เช่น ผ้าปู ที่นอน พื้นบ้าน หรือกรง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดซ้ำ

🚫 สิ่งที่ไม่ควรทำ

• อย่าทายาฆ่าเชื้อราของคนให้สัตว์เอง

• อย่าคิดว่า “หายแล้ว” จากตาเปล่า เพราะเชื้อยังคงอยู่ได้หลายสัปดาห์

เชื้อราผิวหนังในสุนัขไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถติดต่อสู่คนได้ แต่ถ้ารักษาถูกวิธีและดูแลสิ่งแวดล้อมดี โรคนี้สามารถหายขาดได้ครับ 💚

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

วันนี้มาเติมแมวกันเถอะ

เมื่อวานมาแบ่งรูปน้องหมาแล้ว วันนี้เลยพาน้องแมวมาให้คุณพ่อคุณแม่เอ็นดูกันครับ เช่นเดียวกันในน้องแมวก็อย่าลืมตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ป้องกันพยาธิ-ปรสิต รวมถึงหมั่นสังเกตอาการผิดปกตินะครับ

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ใครเป็นทาสน้องหมา มาทางนี้เลย!

น้อง ๆ แต่ละพันธุ์มีความน่ารักไม่เหมือนกัน แต่ก็มี “โรคประจำพันธุ์” ที่ควรระวังแตกต่างกันไป เช่น พันธุ์เล็กมักมีปัญหาหัวใจหรือฟัน ส่วนพันธุ์ใหญ่ก็มักเจอเรื่องข้อสะโพกหรือโรคทางกระดูกครับ 🦴

อย่าลืมพาน้อง ๆ มาตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเลือด ตรวจฟัน ตรวจหัวใจ เพื่อให้แน่ใจว่าน้องยังแข็งแรงดี 🩺 และที่สำคัญ — อย่าขาดวัคซีน! ทั้งวัคซีนพิษสุนัขบ้า ไข้หัด ลำไส้อักเสบ และวัคซีนเสริมอื่น ๆ ตามคำแนะนำของคุณหมอ 💉

การดูแลให้ครบตั้งแต่สุขภาพกายจนถึงใจ จะทำให้น้องอยู่กับเราไปได้นาน ๆ เลยนะครับ 🐾

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

เบาหวาน…โรคที่สุนัขและแมวก็เป็นได้

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคนเท่านั้นนะครับ สุนัขและแมวก็สามารถเป็นได้เช่นกัน โดยเกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน อินซูลิน (Insulin) ที่ผลิตจากตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล เมื่ออินซูลินผลิตได้น้อย หรือร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูงขึ้นจนเกิดเป็น “โรคเบาหวาน”

—————————————————–

⚠️ อาการที่ควรสังเกต

• ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย

• กินเก่งแต่ผอมลง

• ขนร่วง ผิวหนังไม่เงา

• ซึม อ่อนแรง เดินเซ

• ตาฝ้าขาว โดยเฉพาะในสุนัข

• แมวบางตัวอาจมี “เดินปลายเท้าแบน” (neuropathy)

หากพบอาการเหล่านี้ ควรพาไปตรวจเลือดและปัสสาวะกับสัตวแพทย์ เพื่อยืนยันระดับน้ำตาลและประเมินการทำงานของอวัยวะอื่นร่วมด้วย

💉 การรักษา

โรคเบาหวานจำเป็นต้องได้รับการดูแลระยะยาว การรักษาประกอบด้วย

• การฉีดอินซูลินเป็นประจำ (ตามชนิดและขนาดที่สัตวแพทย์กำหนด)

• การควบคุมอาหาร สูตรเฉพาะสำหรับสัตว์เบาหวาน

• การตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะ

• การดูแลน้ำหนักตัวและการออกกำลังกายให้เหมาะสม

ห้ามหยุดยา หรือปรับอินซูลินเองโดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์เด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลต่ำรุนแรงได้

🧬 โรคร่วมที่มักพบในสัตว์เบาหวาน (Concurrent diseases)

โรคเบาหวานในสัตว์เลี้ยงมักไม่ได้เกิดขึ้นลำพังครับ สัตวแพทย์มักตรวจพบโรคอื่นร่วมด้วย เช่น

• โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

• การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI)

• โรคต่อมหมวกไต (Cushing’s disease)

• ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia)

• ภาวะอ้วน หรือในแมวอาจพบ โรคไทรอยด์เกิน (Hyperthyroidism) ร่วมด้วย

โรคเหล่านี้อาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้น จึงต้องตรวจและรักษาร่วมกันอย่างใกล้ชิดครับ

—————————————————–

🛡️ การป้องกัน

• ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน

• ให้อาหารคุณภาพดี เหมาะกับช่วงวัย

• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

• ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะสัตว์อายุเกิน 6 ปี

❤️ เบาหวานไม่ใช่โรคร้าย หากรู้ทันและดูแลถูกทาง การสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในพฤติกรรมของน้องหมาแมวคือกุญแจสำคัญในการยืดอายุและคุณภาพชีวิตของเขาครับ 🐶🐱

วินิจฉัยและรักษา: น.สพ.ธีรยุทธ์ ปัญญาตุ้ย (หมอท็อป)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

หมออยากให้รู้ไว้… ไม่ใช่ทุกสิ่งที่คันจะเป็นหมัดในแมวนะครับ บางทีอาจเป็น “เหา” ได้ครับ

เหาแมว (Felicola subrostratus) เป็น ปรสิตภายนอกเฉพาะในแมว ไม่ติดต่อข้ามสายพันธุ์ไปคนหรือสุนัขครับ มันจะอยู่ตามขนและผิวหนัง ดูดกินเศษขนและเซลล์ผิว ทำให้น้องแมว คัน ขนร่วง เป็นขุย และขนหยาบกระด้าง

🐾 เหามักพบในแมวที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

เช่น ลูกแมว แมวจร แมวป่วยเรื้อรัง หรือแมวที่ไม่ได้เลียขนตัวเองเป็นประจำ ถ้าใช้หวีสางขนละเอียดจะเห็นตัวเล็กๆ สีเหลืองขาวเกาะแน่นอยู่บนขน — นั่นแหละครับ “เหาแมวตัวจริง”

🐈 อาการที่พบบ่อย

• คัน เกาและเลียตัวบ่อย โดยเฉพาะบริเวณหัว คอ และหลัง

• ขนร่วงเป็นหย่อม ๆ หรือขนยุ่งพันกัน ดูไม่เงา

• ขนหยาบ มีขุย หรือสะเก็ดเล็ก ๆ ติดตามโคนขน

• เห็นตัวเหาเล็ก ๆ สีเหลืองซีด / ขาวเคลื่อนไหวช้า ๆ บนขน โดยเฉพาะถ้าส่องด้วยแสง

• แมวบางตัวอาจ ซึม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ถ้ามีการระคายเคืองมาก

• ลูกแมวหรือแมวป่วยอาจมี ภาวะซีด โลหิตจาง ได้หากเหามากผิดปกติ

💊 การรักษาและป้องกัน

• ใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดปรสิตที่ปลอดภัยสำหรับแมว เช่น ยาหยดหลัง หรือสเปรย์

• ควรรักษาทั้งตัว และถ้ามีหลายตัวในบ้านต้องป้องกันพร้อมกัน

• ทำความสะอาดเครื่องนอน พื้น และบริเวณที่แมวนอนอย่างสม่ำเสมอ

🩺 ถ้าน้องมีอาการคัน ขนร่วง หรือดูไม่สบายตัว อย่าพึ่งซื้อยามาใช้เองนะครับ ให้หมอตรวจยืนยันก่อนว่าเป็นหมัด เหา หรือไร — เพราะการรักษาแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน

“สุขอนามัยของขนและผิวหนัง บอกสุขภาพของร่างกายได้มากกว่าที่คิดครับ”

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

รู้ไหม? ตรวจสุขภาพไม่ได้มีแค่เลือด — กระดูกก็ต้องเช็ก!

💬มอไม่ได้ดูแค่กระดูกหัก แต่ดูทั้ง “โครงสร้าง ความมั่นคง และการเคลื่อนไหว” ของร่างกายสัตว์เลี้ยงเลยครับ หลายคนคิดว่าการตรวจสุขภาพประจำปีคือแค่ตรวจเลือด ฟัน หรือหัวใจ แต่ความจริงแล้ว “ระบบกระดูกและข้อ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นพื้นฐานของการยืน เดิน วิ่ง และคุณภาพชีวิตโดยตรง

📸 X-ray (เอกซเรย์) คือหนึ่งในเครื่องมือหลักที่หมอใช้ดูความผิดปกติ เช่น ข้อต่อเสื่อม / กระดูกผิดแนว ขาโก่ง สะโพกหลวม หรือแนวสันหลังคด โรคข้ออักเสบที่ยังไม่แสดงอาการภายนอก ในกรณี ตรวจสุขภาพประจำปี หรือ ก่อนผ่าตัด (Pre-op check) หมอจะใช้ภาพเอกซเรย์เพื่อประเมินแนวกระดูกและอวัยวะสำคัญ (หัวใจ ปอด กระดูกซี่โครง) และอาจวัด “มุมต่าง ๆ” เช่น hip angle, joint congruency เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคข้อในอนาคต

💪 แต่ไม่ได้มีแค่เครื่องมือเท่านั้นนะครับ หมอยังมี “maneuver หรือ specific test” ที่ใช้ตรวจด้วยมือ เช่น

– Ortolani test ตรวจภาวะสะโพกหลวมในสุนัขพันธุ์ใหญ่

– Cranial drawer test / Tibial compression test สำหรับตรวจเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด

– Barden’s test, Patellar luxation grading เพื่อดูการเคลื่อนของสะบ้าหรือข้อต่อ

สิ่งเหล่านี้ช่วยให้หมอประเมินสภาพข้อต่อได้แม่นยำยิ่งขึ้นก่อนตัดสินใจรักษา

🧠 และหากต้องการความละเอียดขั้นสูง หมออาจแนะนำ CT scan หรือ advanced imaging เพื่อดูโครงสร้างเชิงลึก เช่น กะโหลก กระดูกสันหลัง หรือช่องจมูก ซึ่งให้ภาพแบบสามมิติ ช่วยวางแผนผ่าตัดหรือประเมินรอยโรคได้ดียิ่งขึ้น

วินิจฉัย: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

“น้องคันหู” ไม่ใช่เรื่องเล็ก!

คันหู เกาหู ส่ายหัวบ่อย อาจไม่ใช่แค่ขี้หูเยอะนะครับ! เวลาน้องหมาหรือแมวคันหู เกาจนแดง หรือส่ายหัวแรง ๆ เจ้าของหลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่จริง ๆ แล้วอาจมี “โรคหูอักเสบ” ซ่อนอยู่ครับ ซึ่งมีหลายสาเหตุเลย เช่น

👂 สาเหตุที่พบบ่อยของอาการคันหู

• ไรในหู (Ear mites) ปรสิตตัวเล็ก ๆ ที่กัดดูดในช่องหู ทำให้คันมาก

• เชื้อรา / ยีสต์ (Malassezia) ชอบอากาศอับชื้นในรูหู

• แบคทีเรีย จากหูสกปรกหรืออาบน้ำแล้วไม่แห้ง

• แพ้ (Allergy) เช่น แพ้อาหาร ฝุ่น หรือหญ้า

• ขนในหูมากเกินไป ทำให้ระบายอากาศไม่ดี

⚠️ สังเกตอาการที่ไม่ควรมองข้าม

• เกาหูบ่อย ส่ายหัวตลอดเวลา

• มีกลิ่นเหม็นจากหู

• ขี้หูสีดำ น้ำตาล หรือเหลือง

• หูแดง บวม หรือมีแผลเลือดซึม

💊 การรักษา

สัตวแพทย์จะตรวจในช่องหูด้วยกล้อง otoscope หรือส่องกล้องจุลทรรศน์หาสาเหตุ จากนั้นจึงเลือกใช้ยาเฉพาะ เช่น

• ยาหยอดฆ่าไร / ต้านเชื้อรา / ยาปฏิชีวนะ

• ยาแก้อักเสบหรือแก้คันเฉพาะจุด

และต้อง ทำความสะอาดหูอย่างถูกวิธีเท่านั้น ห้ามใช้สำลีแหย่เข้าไปในหูเด็ดขาดนะครับ!

✅ การป้องกันง่าย ๆ

• ตรวจดูหูและเช็ดหูสัปดาห์ละครั้ง

• ใช้น้ำยาเช็ดหูสูตรเฉพาะสัตว์เลี้ยง

• ป้องกันไรและหมัดด้วยยาหยดหลังเป็นประจำ

• ระวังอย่าให้น้ำเข้าหูตอนอาบน้ำ

🏥 ในเคสนี้น้องแมวมาหาคุณหมอด้วยว่ามีอาการคันหู สะบัดหัว หมอจึงตรวจช่องหู พบว่ามีการบวมอักเสบ จึงนำขี้หูไปส่องตรวจกล้องจุลทรรศน์ พบว่าไรในหูจำนวนมาก จึงได้มีการหยอดยาป้องกัน ยาหยอดหู และน้ำยาทำความสะอาดหู หลังผ่านไป 10 วัน น้องอาการดีขึ้น ไม่มีอาการคันและไรในหูแล้วครับ

❤️ ถ้าเห็นน้องคันหูบ่อย ๆ อย่ารอให้เป็นแผลก่อนถึงพามาหาหมอครับ “ยิ่งรักษาเร็ว หายไว ไม่ทรมาน” เพราะโรคหูอักเสบเรื้อรังอาจทำให้น้อง หูอื้อ หรือถึงขั้นได้ยินไม่ชัด ได้เลยครับ

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)