นกป่วย ดูอย่างไร แบบไหน?

นกเป็นสัตว์ที่เก่งมากในการซ่อนอาการป่วย เพราะในธรรมชาติ การแสดงความอ่อนแอคือความเสี่ยงต่อการโดนล่า ดังนั้น… ถ้านกเริ่ม “ผิดปกติ” นิดเดียว! = อาจป่วยจริงจังแล้ว มาดูเช็คลิสต์ง่ายๆ ว่า “นกเราป่วยไหม?” กันครับ

🔍 1. พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง

• เงียบ ซึม ไม่ร้องเหมือนเดิม

• ไม่ค่อยมองรอบๆ หรือตอบสนองช้าลง

• หลับเยอะผิดปกติ เอาหัวซุกปีกเกินปกติ (เป็นอาการแรก ๆ ของโรคทางระบบ)

🍗 2. ความอยากอาหารลดลง / น้ำหนักลด

นกน้ำหนักลดเร็วมาก โดยเฉพาะนกเล็ก ให้จับกระดูกอกตรวจทุกสัปดาห์ ถ้าคลำแล้วกระดูกสันอกแหลม = ผอมแล้วนะคะ หรือถ้ากินได้ แต่ผอมลง = อาจมีปัญหาการดูดซึม, ปรสิต, โรคตับ โรคไต

💩 3. อุจจาระเปลี่ยนไป

ปกติอึนกมี 3 ส่วน:

• Feces (เนื้ออึ)

• Urates (สีขาว)

• Urine (ใส)

อันตรายถ้าเห็น:

• สีเขียวสด (liver)

• สีดำ (melena)

• ขาวคลุ้งน้ำเยอะ (โรคไต/เครียด)

• มีเมือก มีก้อน มีเลือด

🪶 4. ขนหยาบ ขนตั้ง ขนพอง

ขนนกป่วยจะเป็นแบบ:

• ขนไม่เรียบ สีหม่น

• กางขนเพื่อเก็บความร้อน (คือมีไข้หรืออ่อนแรง)

🫁 5. หายใจผิดปกติ

• อ้าปากหายใจ

• หายใจมีเสียง “คลิก” / เสียงหวีด

• หางกระดกตามลมหายใจ (tail bobbing) — สำคัญมาก! โรคที่เจอบ่อยมักเป็นโรคติดเชื้อเช่น Mycoplasma, Aspergillosis, Viral respiratory disease

👀 6. ตา-จมูกมีน้ำ/บวม

• ตาแฉะ

• หนังตาบวม

• น้ำมูกเหนียวๆ

• มีเสียงนกชน้ำมูกเวลาหายใจ

มักอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ การอักเสบระบบหายใจ

🪳 7. อาหารตกค้างที่ปาก / crop abnormal

• Crop ไม่ยุบ (Crop stasis)

• มีกลิ่นเปรี้ยวจากปาก → ติดเชื้อรา

• อาเจียน/พ่นออก → ไม่ปกติเด็ดขาด

🦠 โรคที่พบบ่อยในนกเลี้ยง

• Chlamydia psittaci

• Aspergillosis

• Crop infection (Candida / bacterial)

• Parasites (Eimeria, Capillaria ฯลฯ)

• Nutritional deficiency โดยเฉพาะนกที่กินเมล็ดเป็นหลัก

• Trauma / ตกกรง / กระแทก

🆘 สัญญาณเตือนระดับ “พาไปโรงพยาบาลทันที”

• อ้าปากหายใจ

• อึมีเลือด

• ขนพองทั้งวัน

• หงอยไม่ยืนบนค perch

• ไม่กิน >12 ชั่วโมง

• ชัก กล้ามเนื้อกระตุก

🩺 แล้วต้องตรวจอะไรบ้าง? (ถ้าสงสัยป่วย)

• Physical exam

• X-ray (หายใจ, air sac, ไข่ค้าง)

• Fecal exam (parasites)

• Crop swab

• Blood test (CBC, liver, kidney)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

น้องหมาปัสสาวะเป็นเลือด กะปริดกะปรอย… ต้องระวังอะไรบ้าง?

อาการปัสสาวะผิดปกติในสุนัข ไม่ว่าจะ ปัสสาวะปนเลือด ปัสสาวะบ่อยทีละนิด เบ่งนาน ร้องเวลาปัสสาวะ ล้วนเป็นสัญญาณว่าระบบทางเดินปัสสาวะกำลังมีปัญหา!

🩺 คุณหมอต้องแยกโรคอะไรบ้าง?

เบื้องต้นเราต้องแยกสาเหตุได้หลายอย่าง เช่น

• กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) — ติดเชื้อแบคทีเรีย

• นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ/ท่อไต

• เนื้องอกในกระเพาะปัสสาวะ (พบได้น้อยแต่ต้องนึกถึง)

• โรคต่อมลูกหมากโตในตัวผู้สูงวัย

• ปัสสาวะคั่งจากสาเหตุทางระบบประสาท

• ภาวะกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis)

• อุบัติเหตุบริเวณท้อง

—————————————————–

🐶 เคสน้องมาม่อน (ปอมน่ารักตัวหนึ่ง)

น้องมาด้วยอาการปัสสาวะผิดปกติ คุณหมอจึงตรวจจากภายนอกพบว่ากระเพาะปัสสาวะใหญ่

🔍 X-ray

• ไม่พบนิ่ว แต่ กระเพาะปัสสาวะค่อนข้างใหญ่กว่าปกติ → ทำให้สงสัยว่าอาจมีการอั้นหรืออักเสบที่ทำให้บีบตัวไม่ดี

🔦 Ultrasound

• พบผนังกระเพาะปัสสาวะหนา 0.81–0.88 ซม. → บ่งชี้ถึงภาวะ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

• ส่งตรวจปัสสาวะโดยการเพาะเชื้อและดูความไวรับยา พบเชื้อ Proteus mirabilis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มักพบ

💊 รักษาอย่างไร?

• ให้ ยาปฏิชีวนะตามผลความไวต่อยา (culture & sensitivity)ร่วมกับ ยาลดอักเสบ + ยาบำรุงทางเดินปัสสาวะ

• ติดตามผลด้วย ultrasound ซ้ำ → ผนังลดลงเหลือ 0.13–0.20 ซม.

• ตอนนี้น้อง ปัสสาวะคล่อง ไม่เจ็บ ไม่ติดขัด และสีเหลืองใส

—————————————————–

❓ แล้วทำไมกระเพาะปัสสาวะอักเสบถึงเกิดขึ้นได้?

สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

🦠 1. การติดเชื้อแบคทีเรีย (เช่น Proteus, E. coli)

แบคทีเรียสามารถไต่ขึ้นจากท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย โดยเฉพาะใน

• สุนัขเพศเมีย

• สุนัขที่เลียอวัยวะเพศบ่อย

• ภาวะภูมิคุ้มกันลดลง

• การอั้นฉี่นาน ๆ

💦 2. การดื่มน้ำน้อย → ปัสสาวะเข้ม → แบคทีเรียเพิ่มง่าย

🧱 3. Cystolith / นิ่ว

แม้ X-ray ไม่เจอ แต่บางชนิด (เช่น urate, cystine) ต้องดูด้วย ultrasound

🔄 4. ปัสสาวะคั่ง / bladder tone ลดลง

จากความเจ็บปวดหรือการอักเสบ ทำให้ปัสสาวะออกไม่หมด → เชื้อเติบโตง่าย

—————————————————–

🏡 คำแนะนำสำหรับเจ้าของน้องหมา

1. เพิ่มน้ำดื่มให้น้อง

• น้ำสะอาดตลอดเวลา

• สามารถเติมน้ำในอาหารเม็ดให้ซุปหมาเจือจางได้

• ช่วยให้ปัสสาวะใส ลดโอกาสเกิดนิ่วและการติดเชื้อ

2. ห้ามอั้นปัสสาวะ

• พาน้องออกไปขับถ่ายให้บ่อยขึ้น

• ถ้าเจ้าของทำงานนาน แนะนำแผ่นฉี่/หาคนพาออก

3. ดูแลความสะอาดอวัยวะเพศ

• ช่วยลดการเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะของแบคทีเรีย

4. เลือกอาหารที่ช่วยระบบทางเดินปัสสาวะ

• เช่นสูตร urinary care, low mineral, ลดการเกิดนิ่วบางชนิด

5. ตรวจปัสสาวะและอัลตราซาวนด์ติดตาม

• โรคนี้ กลับเป็นซ้ำได้ การติดตามช่วยป้องกันการเรื้อรังและตรวจหานิ่วเล็ก ๆ ที่อาจเพิ่งเริ่มก่อตัว

6. กินยาครบตามที่คุณหมอสั่ง

• การหยุดยาฆ่าเชื้อก่อนกำหนด → เชื้อไม่ตาย → ดื้อยา → อาการกลับมาได้

อัลตราซาวน์/เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

OVH – Ovariohysterectomy การผ่าตัดทำหมันแมวเพศเมีย เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าในระยะยาว

วันนี้มีเคสน้องแมวสีขาวตัวหนึ่งที่เจ้าของเป็นห่วงมาก เพราะน้องเป็นแมวเลี้ยงปล่อย และเริ่มกังวลว่าถ้าตั้งท้องบ่อยจะเสี่ยงทั้งต่อสุขภาพน้องเองและทำให้จำนวนประชากรแมวเพิ่มขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ จึงพาน้องมาทำ ผ่าตัดทำหมันแบบ OVH (Ovariohysterectomy) ซึ่งเป็นการผ่าตัดนำรังไข่และมดลูกออกทั้งหมด

—————————————————–

🩺 ขั้นตอนก่อนผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด น้องต้อง งดอาหาร ตามระยะเวลาที่เหมาะสม และใช้ ยาสลบควบคุมด้วยมอนิเตอร์สัญญาณชีพ เพื่อให้ปลอดภัยที่สุดตลอดการผ่าตัด

🛡️ การผ่าตัดที่ต้องใช้ Sterile Technique

ทุกขั้นตอนทำภายใต้ เทคนิคปลอดเชื้อ (Sterile technique) เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อน/ระหว่าง/หลังผ่า ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมผิวหนัง เครื่องมือผ่าตัด หรือการทำแผล ล้วนสำคัญมากสำหรับน้องแมวทุกตัว

🤍 เคสของ “น้องสีขาว”

น้องสีขาวตัวนี้ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยและฟื้นตัวเร็วมากครับ

หลังผ่าเพียง 2 ชั่วโมง ก็เริ่มลืมตา ตอบสนองดี และพร้อมกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย เจ้าของสบายใจขึ้นเยอะ เพราะนอกจากช่วยลดความเสี่ยงการตั้งท้องไม่พึงประสงค์แล้ว การทำหมันยังช่วยลดโรคปลายทาง เช่น

✨ เนื้องอกมดลูก

✨ Pyometra (มดลูกเป็นหนอง)

✨ อาการติดสัตว์ที่ทำให้เครียดและเสี่ยงออกนอกบ้าน

—————————————————–

💗 ทำหมัน = ป้องกันปัญหาใหญ่ให้แมวของคุณ

การผ่าตัดเล็ก ๆ แค่ครั้งเดียว แต่ช่วยให้น้องแมวมีสุขภาพดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคที่อันตรายได้มากมายเลยครับ

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

TVT – เนื้องอกติดต่อทางเพศในสุนัข

โรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ “ส่งต่อกันได้”

วันนี้หมอเจอเคสน้องหมาชื่อน้ำตาล มาด้วยอาการ ปัสสาวะมีเลือดปน เจ็บบริเวณปลายอวัยวะเพศ ตรวจดูใกล้ ๆ พบว่า ผิวหนังบริเวณหุ้มปลายอวัยวะเพศมีรอยโรคแดงเป็นปุ่ม ๆ คล้ายดอกกะหล่ำ ซึ่งเป็นลักษณะที่เข้ากับ TVT (Transmissible Venereal Tumor) หรือ เนื้องอกติดต่อทางเพศในสุนัข

🧪 ปัสสาวะใสปกติ แต่เลือดออกจากรอยโรคที่ผิวหนัง → ชี้ว่าปัญหาอยู่ที่ก้อนเนื้องอก ไม่ใช่กระเพาะปัสสาวะ

—————————————————–

🔬 แล้ว TVT คืออะไร?

TVT เป็น เนื้องอกเพียงชนิดเดียวในสุนัขที่สามารถติดต่อได้โดยตรง ไม่ใช่เกิดจากการกลายพันธุ์ภายในตัวเอง แต่เกิดจาก “เซลล์เนื้องอกจากหมาตัวหนึ่ง หลุดมาติดในอีกตัวหนึ่ง”

📌 วิธีการติดต่อ

• การผสมพันธุ์

• เลีย/ดมอวัยวะเพศกัน

• แผลถลอก สัมผัสเยื่อเมือก

• เจอในสุนัขที่ชอบเที่ยว ออกนอกบ้าน ไม่ทำหมัน

📸 ภาพเซลล์ยืนยันโรค

หมอได้ทำ Cytology จากรอยโรค แล้วพบว่า:

• มี เซลล์ TVT ลักษณะจำเพาะ (round cell tumor)

• พบ เม็ดเลือดขาวกำลังกินแบคทีเรียแท่ง (rod-shaped bacteria) → บ่งบอกว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วย

การติดเชื้อนี้เองที่ทำให้เลือดออกง่ายและเจ็บมากขึ้น

💉 การรักษา

การรักษาหลัก = เคมีบำบัดฉีดเข้าหลอดเลือด สัปดาห์ละครั้ง ส่วนมากตอบสนองดีมาก ก้อนยุบใน 3–6 สัปดาห์

และถ้ามีติดเชื้อแทรกซ้อน → ให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย

⚠️ ต้องมาฉีดครบตามรอบ ลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

🐶 ทำยังไงให้ไม่เป็นอีก?

• ทำหมัน

• เลี่ยงพาน้องไปผสมพันธุ์โดยไม่จำเป็น

• ดูแลไม่ให้ออกไปเที่ยวกับหมาจร

• เห็นเลือดออกบริเวณอวัยวะเพศ → ควรพามาตรวจทันที

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

หมากินเบ็ด–กินตะปู อันตรายแค่ไหน?

สิ่งแหลมคม เช่น ตะปู เศษลวด เบ็ดตกปลา เป็นของต้องห้ามสุด ๆ สำหรับน้องหมา เพราะมันสามารถ

• ทิ่มทะลุตั้งแต่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ไปจนถึงลำไส้

• ทำให้ อักเสบ บาดเจ็บ เลือดออกภายใน

• หากเป็นเบ็ด (มีเงี่ยง) จะ เกี่ยวเนื้อจนดึงย้อนออกไม่ได้

•เสี่ยง ทะลุลำไส้ → เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (peritonitis) รุนแรงถึงชีวิต

—————————————————–

🐾 เคสจริงที่ยากกว่าที่คิด…

มีน้องหมาตัวหนึ่งถูกพามาด่วน เพราะ เจ้าของเห็นว่าน้องกินเบ็ดเข้าไป แถมยังมี สายเอ็นโผล่ออกมาจากปาก คุณหมอเห็นแล้วแบบ…โอเค อย่างน้อยยังพอจับจุดได้

แต่พอ X-ray ปุ๊บ

→ หัวใจหล่นวูบเลยครับ เพราะนอกจากเบ็ดแล้ว ในภาพยังเห็น ตะปูอยู่ในลำไส้อีกด้วย

เลยเริ่มภารกิจช่วยชีวิตทันที

1. ลองส่องกล้อง (endoscopy) เข้าไปคีบตะปู

แต่ตำแหน่งยากมาก ไม่เจอชัด

2. จึงใช้ Fluoroscopy ช่วยนำทางตำแหน่ง จนพบว่าเศษโลหะหนึ่งชิ้น ซ่อนอยู่ที่ส่วนปลายหลอดอาหาร–ต้นกระเพาะอาหาร

3. ปัญหาคือ… มันติดแน่น ดึงออกทางปากไม่ได้

ดึงแรงมีสิทธิ์ทะลุและอันตรายถึงชีวิต

สุดท้ายเลยต้อง

👉 ตัดสินใจผ่าตัดเปิดช่องท้อง และผ่าเข้ากระเพาะอาหาร (gastrotomy) ถึงจะนำของแหลมทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ

น้องปลอดภัย หายดี และกลับบ้านไปกอดเจ้าของแน่น ๆ 🧡

—————————————————–

🐾 อาการที่มักเจอ

• น้ำลายไหลมาก เจ็บปาก

• อาเจียน / พยายามอาเจียน

• เจ็บท้อง เดินหลังโก่ง

• ซึม เบื่ออาหาร

• อุจจาระมีเลือด (อาจมีก็ได้ ไม่มีก็ได้)

• บางตัวไม่แสดงอาการ แต่ ของคมยังอยู่ในท้อง

📌 ทำไม “ห้ามดึงเองเด็ดขาด” หากเป็นเบ็ด

เพราะ เงี่ยงเบ็ดจะเกี่ยวเนื้อแน่นกว่าเดิม ดึงออกเองอา ทำให้กระชากเนื้อทะลุ เลือดออก และหลุดลึกขึ้นไปอีก ควรให้สัตวแพทย์ทำการดมยาสลบ / X-ray ก่อน และใช้เทคนิคเฉพาะในการดึง

🏥 การรักษาทั่วไปทำยังไง?

1. เอกซเรย์ ดูตำแหน่งตะปูหรือเบ็ด

2. ถ้าอยู่ในกระเพาะและปลายคมยังไม่ทะลุ → ส่องกล้องเอาออกได้

3. ถ้าทะลุเนื้อ หรือลงลำไส้แล้ว → ต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องเอาออก

4. ให้ยาปฏิชีวนะ กันติดเชื้อ + แก้อักเสบ + ให้น้ำเกลือ

5. เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ลำไส้ทะลุ

🚨 สิ่งที่เจ้าของต้องทำเมื่อสงสัยว่าหมากินของคม

• รีบพามาโรงพยาบาลสัตว์ทันที

• ห้ามป้อนน้ำ ห้ามป้อนอาหาร

• ห้ามพยายามทำให้อาเจียนเอง (เสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น)

• ถ้าเป็นเบ็ดและเชือกยังโผล่ออกมา → จับปลายเชือกเอาไว้ ห้ามดึง

💡 ป้องกันยังไงดี?

• ไม่ทิ้งเศษตะปู ลวด ลิ้นชักงานช่างให้เกลื่อน

• งดเล่นของแหลม ของโลหะ

• ถ้าพาน้องไปทะเล/บ่อปลา ระวังซากเบ็ด–ตะขอที่หล่นอยู่

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ตาสองสี (Heterochromia) ในหมา–แมว คืออะไร?

👨🏻‍⚕️วันนี้เจอทั้งน้องแมวและน้องหมาที่ตา 2 สี เจ้าของมาถามหมอเรื่องภาวะตาสองสี วันนี้เลยมาให้ความรู้ครับ

Heterochromia = ภาวะที่ สองข้างสีตาไม่เหมือนกัน หรือบางที ตาเดียวมีหลายสี เกิดจากความแตกต่างของ ปริมาณเม็ดสีเมลานิน (melanin) ในม่านตา

🐈มีกี่แบบ?

1. Complete heterochromia

ตาซ้ายกับตาขวา “สีต่างกันเลย” เช่น ข้างน้ำเงิน ข้างน้ำตาล

2. Sectoral heterochromia

“ตาหนึ่งดวงหลายสี” เช่น สีน้ำตาลผสมฟ้าเป็นบางส่วน

3. Central heterochromia

วงตรงกลางรอบรูม่านตาเป็นอีกสีหนึ่ง

🐕ทำไมหมา–แมวถึงตาสองสี?

💚1. พันธุกรรม (ส่วนใหญ่)

เกิดจากยีนที่มีผลต่อเม็ดสี เช่น

• Merle gene (หมา) – เช่น Australian Shepherd, Husky, Border Collie

• White spotting gene / Dominant White gene (แมว) – โดยเฉพาะแมวขาว, แมววิเชียรมาศบางตัว, แมวพันธุ์ Turkish Van, Turkish Angora

ผลคือ เม็ดสีที่ม่านตาผลิตไม่เท่ากัน → สีตาออกมาต่างกัน

อันนี้ถือว่า “ปกติ” และเป็นลักษณะทางพันธุกรรม ไม่ใช่โรค

💚2. เกิดตามหลังโรคหรือการอักเสบ (พบได้น้อย)

ถ้าเกิดขึ้น “ทีหลัง” ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด มักเกี่ยวกับโรค เช่น

• Uveitis

• Glaucoma

• Iris atrophy

• เนื้องอกในม่านตา (melanoma)

• Trauma

กรณีนี้ “สีตาเปลี่ยน” + มักมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง มองไม่ชัด ต้องตรวจตา

‼️ความเสี่ยงสุขภาพที่อาจเจอ

🩵1. พันธุกรรมล้วน (มาตั้งแต่เด็ก)

ถ้าแค่ “ตาสองสีแต่สุขภาพตาปกติดี”

✔ ไม่มีปัญหาสุขภาพโดยตรง

✔ ไม่กระทบการมองเห็น

ยกเว้นบางพันธุ์/ยีน

• แมวขาวตาน้ำเงิน → เสี่ยง หูหนวกข้างที่เป็นตาฟ้า

• หมา merle × merle (“double merle”) → เสี่ยงตาผิดปกติ/หูหนวก

🩵2. ถ้าเกิดใหม่ตอนโต (acquired heterochromia)

ต้องระวังโรคตา เช่น

• Uveitis

• Glaucoma

• Iris melanoma

• Depigmentation โรคภูมิทำลายเม็ดสี

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Spinal Surgery Case: ช่วยชีวิตน้องหมาหลังโดนรถชน

L2–L3 vertebral subluxation treated with pedicle screw fixation

เมื่อความเจ็บมาแบบไม่ทันตั้งตัว…

น้องสุนัข (น้องลำดวน) ถูกรถชนจนกระดูกสันหลังบริเวณ L2–L3 เกิด subluxation หรือ “เคลื่อนจนใกล้หลุด” ทำให้เสี่ยงกระดูกกดไขสันหลังแบบเฉียบพลัน เดินไม่ได้ เจ็บตัวมาก และมีโอกาสอัมพาตถาวรได้เลย 😢

แต่ยังไม่หมดหวัง! ทีมสัตวแพทย์เลือกใช้การผ่าตัด spine surgery คือ Pedicle Screw Fixation — การใส่น็อตยึดกระดูกสันหลังเพื่อให้กระดูกกลับเข้าตำแหน่งเดิมและฟื้นเสถียรภาพให้แน่นปึ้ก

🔩 ระหว่างผ่าตัดมีการใช้ Fluoroscope ช่วยนำทางแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตำแหน่งสกรูแม่นกริบ ปลอดภัยต่อไขสันหลังที่สุด

📸 มีการถ่ายภาพ X-ray ก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของกระดูกและอุปกรณ์

❤️‍🩹 หลังผ่าตัด: ไม่ใช่จบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว

หลังผ่าตัดน้องต้อง

✨ จำกัดการเคลื่อนไหว

✨ ควบคุมความเจ็บปวด

✨ กายภาพบำบัดตามโปรโตคอล

เพื่อให้เส้นประสาทได้ฟื้นตัวเต็มที่ กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง และโอกาสกลับมาเดินได้ดีขึ้นอีกเยอะ

🐶💪 “อุบัติเหตุแค่ชั่วคราว… แต่เราจะพาน้องกลับมายืนได้อีกครั้ง”

เคสนี้เป็นตัวอย่างของการรักษาที่ต้องใช้ทั้งความแม่นยำ ความร่วมมือของทีม และใจสู้ของน้องหมาเอง ขอบคุณเจ้าของที่ไม่ยอมแพ้ และให้โอกาสน้องได้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง ❤️

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Cryptorchidism: อัณฑะไม่ลงถุงต้องผ่าไหม?

Cryptorchidism = ภาวะอัณฑะไม่ลงถุงอัณฑะตามปกติ
พบได้บ่อยในสุนัข และพบในแมวเช่นกัน เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ควรผ่าตัดแก้ไข ไม่ควรปล่อยไว้
🧩 มีกี่แบบ? ตำแหน่งอัณฑะค้างอยู่ตรงไหนได้บ้าง
ภาวะนี้แบ่งตาม “ตำแหน่งที่อัณฑะค้าง” ได้ 3 ตำแหน่งหลัก ๆ
1) Abdominal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่ในช่องท้อง ไม่สามารถคลำเจอ
→ มักต้องใช้อัลตราซาวด์ช่วยค้นหาตำแหน่งก่อนผ่าตัด
→ มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงที่สุด เพราะอัณฑะอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
2) Inguinal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่บริเวณขาหนีบ
→ มักคลำเจอเป็นก้อนนุ่ม ๆ ใต้ผิวหนัง
→ ผ่าตัดเปิดขาหนีบเพื่อนำออก
3) Prescrotal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่ “ก่อนถึงถุงอัณฑะ” ตรงแนว midline หน้าถุง
→ คลำเจอง่าย แต่ไม่ลงสู่ถุงตามปกติ
→ ผ่าตัดตำแหน่งด้านหน้า scrotum
🎯 สาเหตุที่ทำให้อัณฑะไม่ลงถุง
• พันธุกรรม (สำคัญที่สุด)
• ความผิดปกติของ gubernaculum / ช่องผ่านอัณฑะ
• ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวผิดสมดุล
• พบร่วมกับความผิดปกติแต่กำเนิดอื่นได้ในบางราย
⚠️ ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรได้บ้าง?
• เสี่ยง มะเร็งอัณฑะ (sertoli cell tumor / seminoma)
• บิดอัณฑะ (torsion) → ปวดท้องเฉียบพลัน
• พฤติกรรมเสี่ยงจากฮอร์โมนเพศชาย
• ถูกจัดว่าเป็น “ข้อบกพร่องทางพันธุกรรม” → ไม่ควรนำไปผสมพันธุ์
📌 ตัวอย่างเคสจริง: “น้องซูโม่”
วินิจฉัย: Right unilateral inguinal cryptorchidism = อัณฑะขวาค้างที่ขาหนีบ
🔍 ก่อนผ่าตัด
• ทำ Ultrasound เพื่อยืนยันตำแหน่งอัณฑะ
• ตรวจเลือด ประเมินก่อนวางยาสลบ
🔪 การผ่าตัด ทำตามหลักมาตรฐาน 2 ขั้นตอน
1. Right cryptorchidectomy
• เปิดแผลบริเวณขาหนีบ นำอัณฑะที่ค้างออก
2. Left castration
• ทำหมันอีกข้างควบคู่กัน เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมและมะเร็งในอนาคต
• เหตุผล: สัตว์ที่เป็น cryptorchid ไม่ควรคงความสามารถในการสืบพันธุ์
🩹 หลังผ่าตัด
– ให้ยาแก้ปวด–ยาปฏิชีวนะ
– ใส่ปลอกกันเลียตลอด 10–14 วัน
– ทำแผลตามคำแนะนำ
– ติดตาม 10 วันเพื่อดูแผล / ตัดไหม
ผลติดตาม: แผลแห้งดี ไม่มีติดเชื้อ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
🐾 คำแนะนำ
– ถ้าคลำถุงอัณฑะแล้วว่าง → ควรรีบตรวจ
– ยิ่งผ่าเร็ว ความเสี่ยงมะเร็งยิ่งลด
– ไม่ควรใช้เป็นพ่อพันธุ์
– ไม่ใช้วิธีพื้นบ้าน นวด กดดัน หรือกลึงให้ลง → อันตราย
– ผ่าตัดเป็นทางเดียวที่รักษาได้จริง
ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)
เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ภาวะกระดูกอ่อนหนังตาที่สามพลิกออก (T-cartilaginous eversion) ในแมว

ภาวะที่พบไม่บ่อยในแมว แต่สร้างความระคายเคืองและบดบังการมองเห็นได้มาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

🔍 หนังตาที่สามพลิกออกคืออะไร?

หนังตาที่สามของแมวมี “กระดูกอ่อนรูปตัว T” ที่ช่วยค้ำโครงสร้างและปกป้องดวงตา เมื่อกระดูกอ่อนชิ้นนี้ บิดหรือพลิกออกด้านนอก จะเห็นเป็นก้อนสีชมพูโผล่ออกมุมตา ทำให้น้องแมวรู้สึกระคายเคืองและหรี่ตา

—————————————————–

📌 อาการในเคสนี้ จากการตรวจพบว่า

• หนังตาที่สามพลิกออกอย่างชัดเจน

• เยื่อบุตาบวมแดง และน้ำตาไหลมาก

• น้องแมวมีอาการหรี่ตาและไม่สบายตา

ภาวะนี้ไม่สามารถดันกลับได้ด้วยมือ (manual reposition) ในหลายเคส เพราะกระดูกอ่อนบิดผิดรูปไปแล้ว

🩺 การตรวจและการประเมิน

– คุณหมอทำการตรวจตาโดยรวม และย้อมสีเพื่อตรวจหาแผลที่กระจกตา → ไม่พบแผล

– สรุปปัญหาเกิดจากการบิดตัวของกระดูกอ่อนหนังตาที่สามโดยตรง

🔧 การรักษา: ผ่าตัดแก้ไขเท่านั้น

แนวทางรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการ

• ตัดแต่งกระดูกอ่อนที่บิดผิดรูป

• จัดตำแหน่งหนังตาที่สามให้กลับเข้าที่

หลังผ่าตัดและสังเกตอาการต่อเนื่อง

• ดวงตากลับมามองเห็นชัดเจน

• อาการบวมแดงลดลง

• ลดการระคายเคืองและการหรี่ตาอย่างเห็นได้ชัด

📸 ผลการรักษาในเคสนี้

ก่อนผ่าตัด: หนังตาที่สามยื่นออกมาชัดเจน รบกวนการมองเห็น

หลังผ่าตัด: หนังตากลับเข้าที่ ตาเปิดได้ปกติ

(หลังผ่าตัดให้เจ้าของหยอดตาและใส่ E-collar เพื่อกันน้องแมวเกาตา)

—————————————————–

💡 คำแนะนำสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง

• ภาวะนี้ไม่หายเอง และมักไม่ตอบสนองต่อการดันกลับ

• ไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นความผิดปกติของกระดูกอ่อน

• ควรรักษาเร็วเพื่อลดความไม่สบายตาและป้องกันการเกิดอักเสบเรื้อรัง

• การผ่าตัดให้ผลดีและช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ฉมวกแทงทะลุทรวงอก ต้องผ่าตัดด่วนและดูแลแบบนาทีต่อนาที

🏥เคส: Penetrating Thoracic Injury ในสุนัข

เมื่อเจ้าของพาน้องนวลมาที่โรงพยาบาล สิ่งแรกที่เห็นคือบาดแผลจาก ฉมวก ยาวทิ่มทะลุเข้าอกด้านขวาและปลายโผล่ไปทางซ้าย — เป็นลักษณะของ penetrating chest trauma ที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด ต้องประเมินและผ่าตัดทันที

👨🏻‍⚕️การประเมินเบื้องต้น: ทุกวินาทีมีค่า

ทีมสัตวแพทย์ทำการ

• ตรวจสัญญาณชีพ

• ประเมินการหายใจ

• ทำ X-ray ทรวงอก ซึ่งพบว่า วัตถุแทงผ่านปอดจากขวาไปซ้าย และมี แง่งของฉมวก ที่อาจฉีกขาดเนื้อเยื่อระหว่างดึงออกได้

‼️นี่คือสาเหตุที่ “ห้ามดึงออกเอง” โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกในช่องอกเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้

—————————————————–

🧑🏻‍⚕️การผ่าตัด: ต้องละเอียดและระมัดระวังที่สุด

ในการผ่าตัด ทีมศัลยแพทย์ต้อง

• เปิดช่องอกเพื่อเข้าถึงตำแหน่งฉมวก

• ค่อย ๆ ปลดแง่ง (barbs) ทีละส่วน เพื่อไม่ให้ฉีกปอดหรือหลอดเลือดเพิ่ม

• ตรวจหาความเสียหายของปอด เยื่อหุ้มปอด และเส้นเลือดรอบ ๆ

• ทำการล้างช่องอกเพื่อลดการปนเปื้อน

หลังนำฉมวกออกแล้ว จะมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายและหยุดเลือด

🩻หลังผ่าตัด: การดูแลที่เข้มข้นแบบ 24 ชั่วโมง

เนื่องจากเป็นแผลแทงทะลุช่องอก จึงต้องมีการดูแลใกล้ชิดที่สุด ได้แก่

🩷1. ใส่ Chest Drain (สายระบายทรวงอก)

• ดูดลมที่รั่วออกจากปอด

• ระบายของเหลวหรือหนองที่ต้องเกิดขึ้นตามกลไกการอักเสบหลังการผ่าตัด

🩵2. เฝ้าดูการหายใจทุกชั่วโมง โดยประเมิน

• อัตราหายใจ

• เสียงหายใจ

• การขยายตัวของทรวงอก

•ค่าออกซิเจนในเลือด

💚3. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น

• ปอดแฟบ (atelectasis)

• Pneumothorax

• Hemothorax

• การติดเชื้อในช่องอก

•ปอดอักเสบหลังการผ่าตัด

น้องนวลต้องได้รัยาฆ่าเชื้อจุลชีพ ยาแก้ปวด ลดอักเสบ และ สารน้ำ ควบคู่กับการพักรักษาแบบแอดมิทจนสัญญาณชีพคงที่ปลอดภัย

—————————————————–

❤️‍🩹ข้อควรรู้สำหรับเจ้าของเมื่อเจอ “แผลแทงทะลุทรวงอก”

• ห้ามดึงวัตถุออกเองเด็ดขาด

• ห้ามกดและห้ามล้าง

• รีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ทันที

• ให้สังเกตอาการหายใจลำบาก เขียว ซึม อย่างใกล้ชิดระหว่างเดินทาง

• หากมีเลือดออกมาก ให้กดรอบ ๆ บาดแผล (ไม่กดบนวัตถุที่ทิ่มอยู่)

ผ่าตัด: น.สพ.ธนา ศรีสองเมือง (หมอโน๊ต)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)