ครั้งที่แล้วเล่าไปแล้วว่า
แค่ดูจาก “ภายนอก” เราพอจะประเมินอะไรได้บ้าง แต่ความจริงคือ… โรคตาส่วนใหญ่ ซ่อนอยู่ข้างใน
พอพาน้องมาถึงโรงพยาบาลสัตว์ การตรวจตาไม่ได้จบแค่ส่องไฟดวงเดียว แต่ต้องใช้ อุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง และหลายขั้นตอน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
ตัวอย่างการตรวจที่ต้องใช้อุปกรณ์
• Tonometer
วัดความดันลูกตา → สำคัญมากในการวินิจฉัย ต้อหิน และ uveitis
• Schirmer tear test
วัดปริมาณน้ำตา → แยกภาวะตาแห้ง (KCS) ที่ถ้าปล่อยไว้ กระจกตาพังถาวรได้
• Fluorescein test
ย้อมสีดูแผลกระจกตา → แผลเล็กๆ บางทีตาเปล่ามองไม่เห็น แต่เสี่ยงทะลุได้
• Jones test
ตรวจการไหลของท่อน้ำตา → น้ำตาไหลเพราะผลิตมาก หรือเพราะ “ระบายไม่ออก”
• Reflex test
ตรวจการมองเห็นและระบบประสาท → แยกว่าตาบอดจากตาเอง หรือจากสมอง/เส้นประสาท
• Ocular ultrasound
อัลตราซาวด์ลูกตา → กรณีที่มองไม่เห็นข้างใน เช่น มีเลือด มีก้อน หรือจอประสาทตาหลุด
และนอกจากในรูป… ในบางเคสที่เจาะลึกลงไปอีกยังต้องใช้
Direct ophthalmoscope ดูจอประสาทตาโดยตรง
Gonioscope ประเมินมุมระบายน้ำตา (สำคัญมากในต้อหิน)
Electroretinogram/ERG การตรวจการทำงานของจอประสาทตา
เพราะฉะนั้น
การตรวจตา = ใช้เวลา + ใช้ขั้นตอน + ใช้ความละเอียดสูง
ไม่ใช่ช้าเพราะอ้อยอิ่ง แต่ช้าเพราะ “ถ้าพลาด = เสียการมองเห็น”
ถ้าน้องมีอาการแบบนี้ ตาแดง ปวดตา หรี่ตา ขุ่น น้ำตาไหล ตาบอดเฉียบพลัน อย่ารอดูอาการเอง และอย่าหยอดยามั่ว
โรคตา…เร็ว = รอด
ช้า = เสี่ยงถาวรจริงๆ
วินิจฉัย/เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)