หมากินเบ็ด–กินตะปู อันตรายแค่ไหน?

สิ่งแหลมคม เช่น ตะปู เศษลวด เบ็ดตกปลา เป็นของต้องห้ามสุด ๆ สำหรับน้องหมา เพราะมันสามารถ

• ทิ่มทะลุตั้งแต่ปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ไปจนถึงลำไส้

• ทำให้ อักเสบ บาดเจ็บ เลือดออกภายใน

• หากเป็นเบ็ด (มีเงี่ยง) จะ เกี่ยวเนื้อจนดึงย้อนออกไม่ได้

•เสี่ยง ทะลุลำไส้ → เยื่อบุช่องท้องอักเสบ (peritonitis) รุนแรงถึงชีวิต

—————————————————–

🐾 เคสจริงที่ยากกว่าที่คิด…

มีน้องหมาตัวหนึ่งถูกพามาด่วน เพราะ เจ้าของเห็นว่าน้องกินเบ็ดเข้าไป แถมยังมี สายเอ็นโผล่ออกมาจากปาก คุณหมอเห็นแล้วแบบ…โอเค อย่างน้อยยังพอจับจุดได้

แต่พอ X-ray ปุ๊บ

→ หัวใจหล่นวูบเลยครับ เพราะนอกจากเบ็ดแล้ว ในภาพยังเห็น ตะปูอยู่ในลำไส้อีกด้วย

เลยเริ่มภารกิจช่วยชีวิตทันที

1. ลองส่องกล้อง (endoscopy) เข้าไปคีบตะปู

แต่ตำแหน่งยากมาก ไม่เจอชัด

2. จึงใช้ Fluoroscopy ช่วยนำทางตำแหน่ง จนพบว่าเศษโลหะหนึ่งชิ้น ซ่อนอยู่ที่ส่วนปลายหลอดอาหาร–ต้นกระเพาะอาหาร

3. ปัญหาคือ… มันติดแน่น ดึงออกทางปากไม่ได้

ดึงแรงมีสิทธิ์ทะลุและอันตรายถึงชีวิต

สุดท้ายเลยต้อง

👉 ตัดสินใจผ่าตัดเปิดช่องท้อง และผ่าเข้ากระเพาะอาหาร (gastrotomy) ถึงจะนำของแหลมทั้งหมดออกมาได้สำเร็จ

น้องปลอดภัย หายดี และกลับบ้านไปกอดเจ้าของแน่น ๆ 🧡

—————————————————–

🐾 อาการที่มักเจอ

• น้ำลายไหลมาก เจ็บปาก

• อาเจียน / พยายามอาเจียน

• เจ็บท้อง เดินหลังโก่ง

• ซึม เบื่ออาหาร

• อุจจาระมีเลือด (อาจมีก็ได้ ไม่มีก็ได้)

• บางตัวไม่แสดงอาการ แต่ ของคมยังอยู่ในท้อง

📌 ทำไม “ห้ามดึงเองเด็ดขาด” หากเป็นเบ็ด

เพราะ เงี่ยงเบ็ดจะเกี่ยวเนื้อแน่นกว่าเดิม ดึงออกเองอา ทำให้กระชากเนื้อทะลุ เลือดออก และหลุดลึกขึ้นไปอีก ควรให้สัตวแพทย์ทำการดมยาสลบ / X-ray ก่อน และใช้เทคนิคเฉพาะในการดึง

🏥 การรักษาทั่วไปทำยังไง?

1. เอกซเรย์ ดูตำแหน่งตะปูหรือเบ็ด

2. ถ้าอยู่ในกระเพาะและปลายคมยังไม่ทะลุ → ส่องกล้องเอาออกได้

3. ถ้าทะลุเนื้อ หรือลงลำไส้แล้ว → ต้องผ่าตัดเปิดช่องท้องเอาออก

4. ให้ยาปฏิชีวนะ กันติดเชื้อ + แก้อักเสบ + ให้น้ำเกลือ

5. เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น เยื่อบุช่องท้องอักเสบ, ลำไส้ทะลุ

🚨 สิ่งที่เจ้าของต้องทำเมื่อสงสัยว่าหมากินของคม

• รีบพามาโรงพยาบาลสัตว์ทันที

• ห้ามป้อนน้ำ ห้ามป้อนอาหาร

• ห้ามพยายามทำให้อาเจียนเอง (เสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้น)

• ถ้าเป็นเบ็ดและเชือกยังโผล่ออกมา → จับปลายเชือกเอาไว้ ห้ามดึง

💡 ป้องกันยังไงดี?

• ไม่ทิ้งเศษตะปู ลวด ลิ้นชักงานช่างให้เกลื่อน

• งดเล่นของแหลม ของโลหะ

• ถ้าพาน้องไปทะเล/บ่อปลา ระวังซากเบ็ด–ตะขอที่หล่นอยู่

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ตาสองสี (Heterochromia) ในหมา–แมว คืออะไร?

👨🏻‍⚕️วันนี้เจอทั้งน้องแมวและน้องหมาที่ตา 2 สี เจ้าของมาถามหมอเรื่องภาวะตาสองสี วันนี้เลยมาให้ความรู้ครับ

Heterochromia = ภาวะที่ สองข้างสีตาไม่เหมือนกัน หรือบางที ตาเดียวมีหลายสี เกิดจากความแตกต่างของ ปริมาณเม็ดสีเมลานิน (melanin) ในม่านตา

🐈มีกี่แบบ?

1. Complete heterochromia

ตาซ้ายกับตาขวา “สีต่างกันเลย” เช่น ข้างน้ำเงิน ข้างน้ำตาล

2. Sectoral heterochromia

“ตาหนึ่งดวงหลายสี” เช่น สีน้ำตาลผสมฟ้าเป็นบางส่วน

3. Central heterochromia

วงตรงกลางรอบรูม่านตาเป็นอีกสีหนึ่ง

🐕ทำไมหมา–แมวถึงตาสองสี?

💚1. พันธุกรรม (ส่วนใหญ่)

เกิดจากยีนที่มีผลต่อเม็ดสี เช่น

• Merle gene (หมา) – เช่น Australian Shepherd, Husky, Border Collie

• White spotting gene / Dominant White gene (แมว) – โดยเฉพาะแมวขาว, แมววิเชียรมาศบางตัว, แมวพันธุ์ Turkish Van, Turkish Angora

ผลคือ เม็ดสีที่ม่านตาผลิตไม่เท่ากัน → สีตาออกมาต่างกัน

อันนี้ถือว่า “ปกติ” และเป็นลักษณะทางพันธุกรรม ไม่ใช่โรค

💚2. เกิดตามหลังโรคหรือการอักเสบ (พบได้น้อย)

ถ้าเกิดขึ้น “ทีหลัง” ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด มักเกี่ยวกับโรค เช่น

• Uveitis

• Glaucoma

• Iris atrophy

• เนื้องอกในม่านตา (melanoma)

• Trauma

กรณีนี้ “สีตาเปลี่ยน” + มักมีอาการอื่นร่วม เช่น ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง มองไม่ชัด ต้องตรวจตา

‼️ความเสี่ยงสุขภาพที่อาจเจอ

🩵1. พันธุกรรมล้วน (มาตั้งแต่เด็ก)

ถ้าแค่ “ตาสองสีแต่สุขภาพตาปกติดี”

✔ ไม่มีปัญหาสุขภาพโดยตรง

✔ ไม่กระทบการมองเห็น

ยกเว้นบางพันธุ์/ยีน

• แมวขาวตาน้ำเงิน → เสี่ยง หูหนวกข้างที่เป็นตาฟ้า

• หมา merle × merle (“double merle”) → เสี่ยงตาผิดปกติ/หูหนวก

🩵2. ถ้าเกิดใหม่ตอนโต (acquired heterochromia)

ต้องระวังโรคตา เช่น

• Uveitis

• Glaucoma

• Iris melanoma

• Depigmentation โรคภูมิทำลายเม็ดสี

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Spinal Surgery Case: ช่วยชีวิตน้องหมาหลังโดนรถชน

L2–L3 vertebral subluxation treated with pedicle screw fixation

เมื่อความเจ็บมาแบบไม่ทันตั้งตัว…

น้องสุนัข (น้องลำดวน) ถูกรถชนจนกระดูกสันหลังบริเวณ L2–L3 เกิด subluxation หรือ “เคลื่อนจนใกล้หลุด” ทำให้เสี่ยงกระดูกกดไขสันหลังแบบเฉียบพลัน เดินไม่ได้ เจ็บตัวมาก และมีโอกาสอัมพาตถาวรได้เลย 😢

แต่ยังไม่หมดหวัง! ทีมสัตวแพทย์เลือกใช้การผ่าตัด spine surgery คือ Pedicle Screw Fixation — การใส่น็อตยึดกระดูกสันหลังเพื่อให้กระดูกกลับเข้าตำแหน่งเดิมและฟื้นเสถียรภาพให้แน่นปึ้ก

🔩 ระหว่างผ่าตัดมีการใช้ Fluoroscope ช่วยนำทางแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ตำแหน่งสกรูแม่นกริบ ปลอดภัยต่อไขสันหลังที่สุด

📸 มีการถ่ายภาพ X-ray ก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของกระดูกและอุปกรณ์

❤️‍🩹 หลังผ่าตัด: ไม่ใช่จบ แต่คือจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัว

หลังผ่าตัดน้องต้อง

✨ จำกัดการเคลื่อนไหว

✨ ควบคุมความเจ็บปวด

✨ กายภาพบำบัดตามโปรโตคอล

เพื่อให้เส้นประสาทได้ฟื้นตัวเต็มที่ กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง และโอกาสกลับมาเดินได้ดีขึ้นอีกเยอะ

🐶💪 “อุบัติเหตุแค่ชั่วคราว… แต่เราจะพาน้องกลับมายืนได้อีกครั้ง”

เคสนี้เป็นตัวอย่างของการรักษาที่ต้องใช้ทั้งความแม่นยำ ความร่วมมือของทีม และใจสู้ของน้องหมาเอง ขอบคุณเจ้าของที่ไม่ยอมแพ้ และให้โอกาสน้องได้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง ❤️

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Cryptorchidism: อัณฑะไม่ลงถุงต้องผ่าไหม?

Cryptorchidism = ภาวะอัณฑะไม่ลงถุงอัณฑะตามปกติ
พบได้บ่อยในสุนัข และพบในแมวเช่นกัน เป็นภาวะทางพันธุกรรมที่ควรผ่าตัดแก้ไข ไม่ควรปล่อยไว้
🧩 มีกี่แบบ? ตำแหน่งอัณฑะค้างอยู่ตรงไหนได้บ้าง
ภาวะนี้แบ่งตาม “ตำแหน่งที่อัณฑะค้าง” ได้ 3 ตำแหน่งหลัก ๆ
1) Abdominal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่ในช่องท้อง ไม่สามารถคลำเจอ
→ มักต้องใช้อัลตราซาวด์ช่วยค้นหาตำแหน่งก่อนผ่าตัด
→ มีโอกาสเป็นมะเร็งสูงที่สุด เพราะอัณฑะอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
2) Inguinal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่บริเวณขาหนีบ
→ มักคลำเจอเป็นก้อนนุ่ม ๆ ใต้ผิวหนัง
→ ผ่าตัดเปิดขาหนีบเพื่อนำออก
3) Prescrotal cryptorchidism
อัณฑะค้างอยู่ “ก่อนถึงถุงอัณฑะ” ตรงแนว midline หน้าถุง
→ คลำเจอง่าย แต่ไม่ลงสู่ถุงตามปกติ
→ ผ่าตัดตำแหน่งด้านหน้า scrotum
🎯 สาเหตุที่ทำให้อัณฑะไม่ลงถุง
• พันธุกรรม (สำคัญที่สุด)
• ความผิดปกติของ gubernaculum / ช่องผ่านอัณฑะ
• ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนตัวผิดสมดุล
• พบร่วมกับความผิดปกติแต่กำเนิดอื่นได้ในบางราย
⚠️ ถ้าไม่รักษา จะเกิดอะไรได้บ้าง?
• เสี่ยง มะเร็งอัณฑะ (sertoli cell tumor / seminoma)
• บิดอัณฑะ (torsion) → ปวดท้องเฉียบพลัน
• พฤติกรรมเสี่ยงจากฮอร์โมนเพศชาย
• ถูกจัดว่าเป็น “ข้อบกพร่องทางพันธุกรรม” → ไม่ควรนำไปผสมพันธุ์
📌 ตัวอย่างเคสจริง: “น้องซูโม่”
วินิจฉัย: Right unilateral inguinal cryptorchidism = อัณฑะขวาค้างที่ขาหนีบ
🔍 ก่อนผ่าตัด
• ทำ Ultrasound เพื่อยืนยันตำแหน่งอัณฑะ
• ตรวจเลือด ประเมินก่อนวางยาสลบ
🔪 การผ่าตัด ทำตามหลักมาตรฐาน 2 ขั้นตอน
1. Right cryptorchidectomy
• เปิดแผลบริเวณขาหนีบ นำอัณฑะที่ค้างออก
2. Left castration
• ทำหมันอีกข้างควบคู่กัน เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมและมะเร็งในอนาคต
• เหตุผล: สัตว์ที่เป็น cryptorchid ไม่ควรคงความสามารถในการสืบพันธุ์
🩹 หลังผ่าตัด
– ให้ยาแก้ปวด–ยาปฏิชีวนะ
– ใส่ปลอกกันเลียตลอด 10–14 วัน
– ทำแผลตามคำแนะนำ
– ติดตาม 10 วันเพื่อดูแผล / ตัดไหม
ผลติดตาม: แผลแห้งดี ไม่มีติดเชื้อ และกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
🐾 คำแนะนำ
– ถ้าคลำถุงอัณฑะแล้วว่าง → ควรรีบตรวจ
– ยิ่งผ่าเร็ว ความเสี่ยงมะเร็งยิ่งลด
– ไม่ควรใช้เป็นพ่อพันธุ์
– ไม่ใช้วิธีพื้นบ้าน นวด กดดัน หรือกลึงให้ลง → อันตราย
– ผ่าตัดเป็นทางเดียวที่รักษาได้จริง
ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)
เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ภาวะกระดูกอ่อนหนังตาที่สามพลิกออก (T-cartilaginous eversion) ในแมว

ภาวะที่พบไม่บ่อยในแมว แต่สร้างความระคายเคืองและบดบังการมองเห็นได้มาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

🔍 หนังตาที่สามพลิกออกคืออะไร?

หนังตาที่สามของแมวมี “กระดูกอ่อนรูปตัว T” ที่ช่วยค้ำโครงสร้างและปกป้องดวงตา เมื่อกระดูกอ่อนชิ้นนี้ บิดหรือพลิกออกด้านนอก จะเห็นเป็นก้อนสีชมพูโผล่ออกมุมตา ทำให้น้องแมวรู้สึกระคายเคืองและหรี่ตา

—————————————————–

📌 อาการในเคสนี้ จากการตรวจพบว่า

• หนังตาที่สามพลิกออกอย่างชัดเจน

• เยื่อบุตาบวมแดง และน้ำตาไหลมาก

• น้องแมวมีอาการหรี่ตาและไม่สบายตา

ภาวะนี้ไม่สามารถดันกลับได้ด้วยมือ (manual reposition) ในหลายเคส เพราะกระดูกอ่อนบิดผิดรูปไปแล้ว

🩺 การตรวจและการประเมิน

– คุณหมอทำการตรวจตาโดยรวม และย้อมสีเพื่อตรวจหาแผลที่กระจกตา → ไม่พบแผล

– สรุปปัญหาเกิดจากการบิดตัวของกระดูกอ่อนหนังตาที่สามโดยตรง

🔧 การรักษา: ผ่าตัดแก้ไขเท่านั้น

แนวทางรักษาที่ได้ผลดีที่สุดคือการ

• ตัดแต่งกระดูกอ่อนที่บิดผิดรูป

• จัดตำแหน่งหนังตาที่สามให้กลับเข้าที่

หลังผ่าตัดและสังเกตอาการต่อเนื่อง

• ดวงตากลับมามองเห็นชัดเจน

• อาการบวมแดงลดลง

• ลดการระคายเคืองและการหรี่ตาอย่างเห็นได้ชัด

📸 ผลการรักษาในเคสนี้

ก่อนผ่าตัด: หนังตาที่สามยื่นออกมาชัดเจน รบกวนการมองเห็น

หลังผ่าตัด: หนังตากลับเข้าที่ ตาเปิดได้ปกติ

(หลังผ่าตัดให้เจ้าของหยอดตาและใส่ E-collar เพื่อกันน้องแมวเกาตา)

—————————————————–

💡 คำแนะนำสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง

• ภาวะนี้ไม่หายเอง และมักไม่ตอบสนองต่อการดันกลับ

• ไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นความผิดปกติของกระดูกอ่อน

• ควรรักษาเร็วเพื่อลดความไม่สบายตาและป้องกันการเกิดอักเสบเรื้อรัง

• การผ่าตัดให้ผลดีและช่วยฟื้นฟูการมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว

ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ฉมวกแทงทะลุทรวงอก ต้องผ่าตัดด่วนและดูแลแบบนาทีต่อนาที

🏥เคส: Penetrating Thoracic Injury ในสุนัข

เมื่อเจ้าของพาน้องนวลมาที่โรงพยาบาล สิ่งแรกที่เห็นคือบาดแผลจาก ฉมวก ยาวทิ่มทะลุเข้าอกด้านขวาและปลายโผล่ไปทางซ้าย — เป็นลักษณะของ penetrating chest trauma ที่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นสูงสุด ต้องประเมินและผ่าตัดทันที

👨🏻‍⚕️การประเมินเบื้องต้น: ทุกวินาทีมีค่า

ทีมสัตวแพทย์ทำการ

• ตรวจสัญญาณชีพ

• ประเมินการหายใจ

• ทำ X-ray ทรวงอก ซึ่งพบว่า วัตถุแทงผ่านปอดจากขวาไปซ้าย และมี แง่งของฉมวก ที่อาจฉีกขาดเนื้อเยื่อระหว่างดึงออกได้

‼️นี่คือสาเหตุที่ “ห้ามดึงออกเอง” โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกในช่องอกเฉียบพลันจนเสียชีวิตได้

—————————————————–

🧑🏻‍⚕️การผ่าตัด: ต้องละเอียดและระมัดระวังที่สุด

ในการผ่าตัด ทีมศัลยแพทย์ต้อง

• เปิดช่องอกเพื่อเข้าถึงตำแหน่งฉมวก

• ค่อย ๆ ปลดแง่ง (barbs) ทีละส่วน เพื่อไม่ให้ฉีกปอดหรือหลอดเลือดเพิ่ม

• ตรวจหาความเสียหายของปอด เยื่อหุ้มปอด และเส้นเลือดรอบ ๆ

• ทำการล้างช่องอกเพื่อลดการปนเปื้อน

หลังนำฉมวกออกแล้ว จะมีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายและหยุดเลือด

🩻หลังผ่าตัด: การดูแลที่เข้มข้นแบบ 24 ชั่วโมง

เนื่องจากเป็นแผลแทงทะลุช่องอก จึงต้องมีการดูแลใกล้ชิดที่สุด ได้แก่

🩷1. ใส่ Chest Drain (สายระบายทรวงอก)

• ดูดลมที่รั่วออกจากปอด

• ระบายของเหลวหรือหนองที่ต้องเกิดขึ้นตามกลไกการอักเสบหลังการผ่าตัด

🩵2. เฝ้าดูการหายใจทุกชั่วโมง โดยประเมิน

• อัตราหายใจ

• เสียงหายใจ

• การขยายตัวของทรวงอก

•ค่าออกซิเจนในเลือด

💚3. ป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น

• ปอดแฟบ (atelectasis)

• Pneumothorax

• Hemothorax

• การติดเชื้อในช่องอก

•ปอดอักเสบหลังการผ่าตัด

น้องนวลต้องได้รัยาฆ่าเชื้อจุลชีพ ยาแก้ปวด ลดอักเสบ และ สารน้ำ ควบคู่กับการพักรักษาแบบแอดมิทจนสัญญาณชีพคงที่ปลอดภัย

—————————————————–

❤️‍🩹ข้อควรรู้สำหรับเจ้าของเมื่อเจอ “แผลแทงทะลุทรวงอก”

• ห้ามดึงวัตถุออกเองเด็ดขาด

• ห้ามกดและห้ามล้าง

• รีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ทันที

• ให้สังเกตอาการหายใจลำบาก เขียว ซึม อย่างใกล้ชิดระหว่างเดินทาง

• หากมีเลือดออกมาก ให้กดรอบ ๆ บาดแผล (ไม่กดบนวัตถุที่ทิ่มอยู่)

ผ่าตัด: น.สพ.ธนา ศรีสองเมือง (หมอโน๊ต)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

น้องมะม่วงกินสิ่งแปลกปลอม — เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต!

หนึ่งในปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัข คือ การกินสิ่งแปลกปลอม (Foreign body ingestion) ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ฝาขวด เข็ม ด้าย หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่มีกลิ่นน่าสนใจสำหรับน้องหมา

สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เมื่อกลืนเข้าไป อาจติดค้างในหลอดอาหาร กระเพาะ หรือแม้แต่ลำไส้ ทำให้เกิดอาการอาเจียน เบื่ออาหาร ท้องอืด หรืออาจทะลุลำไส้จนติดเชื้อในช่องท้องได้

—————————————————–

📸 เคสน้องมะม่วง

เจ้าของแจ้งว่าน้องมะม่วงน่าจะ “กลืนเข็มเข้าไป” ทีมสัตวแพทย์จึงเอ็กซเรย์พบเข็มในกระเพาะและทำการส่องกล้อง (Endoscopy) ตรวจดู พบว่าสิ่งที่อยู่ในกระเพาะคือ

➡️ ฝาขวดพลาสติกขนาดใหญ่

➡️ เชือก

➡️ เข็มเย็บผ้าและด้าย

สิ่งของบางชิ้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะคีบออกด้วยกล้องได้ จึงจำเป็นต้องทำการ ผ่าตัดเปิดกระเพาะ (Gastrotomy) เพื่อนำออกอย่างปลอดภัย

—————————————————–

🧠 ทำไมต้องส่องกล้องก่อนผ่าตัด?

การส่องกล้องช่วยให้สัตวแพทย์มองเห็นสิ่งแปลกปลอมภายในทางเดินอาหารโดยไม่ต้องเปิดช่องท้องก่อน ซึ่งในบางกรณีสามารถคีบออกได้เลยโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่ คม หรืออยู่ในตำแหน่งเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของอวัยวะ เช่น กรณีน้องมะม่วง ทีมแพทย์จะเลือกวิธีผ่าตัดที่ ปลอดภัยที่สุดสำหรับสัตว์ 🐶

💗 การดูแลหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัด ทีมสัตวแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือแผลรั่ว

✔️ งดอาหารและน้ำตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด

✔️ ให้ยาฆ่าเชื้อและยาแก้ปวดต่อเนื่อง

✔️ ค่อย ๆ ปรับอาหารเป็นอาหารย่อยง่าย

✔️ สังเกตอาการอาเจียนหรือซึม หากพบให้รีบกลับมาพบสัตวแพทย์ทันที

🩷 ข้อควรระวังสำหรับเจ้าของ

• เก็บของชิ้นเล็กหรือแหลมคมให้พ้นมือสัตว์เลี้ยง

• ไม่ปล่อยให้น้องเล่นของที่สามารถหลุดหรือกลืนได้

• หากสงสัยว่าน้องกลืนสิ่งแปลกปลอม อย่าพยายามทำให้อาเจียนเอง ควรรีบนำมาพบสัตวแพทย์เพื่อเอกซเรย์หรือส่องกล้องทันที

ส่องกล้อง/ผ่าตัด: สพ.ญ.ณัฐฐ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

ทำไมต้องฝังไมโครชิปให้สัตว์เลี้ยง? ไม่ได้แค่ไว้ “หรูดูดี” แต่คือเรื่องของความปลอดภัยและกฎหมาย!

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า… ตอนนี้ในประเทศไทย การฝังไมโครชิปในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขและแมว ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ทั้งในด้าน

✅ การระบุตัวตน

✅ การป้องกันการสูญหาย

✅ และการเป็นหลักฐานทางกฎหมาย

💡 ไมโครชิปคืออะไร?

– ไมโครชิปเป็น ชิปขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บรรจุรหัสเฉพาะ 15 หลัก ไม่สามารถลบหรือซ้ำได้ ฝังไว้ใต้ผิวหนังบริเวณ ระหว่างสะบัก (ข้างหลังคอ) ของสุนัขหรือแมว

– ไม่มีแบตเตอรี่ ⚡ ไม่ส่งคลื่นไฟฟ้าออกมา

อ่านข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่ใช้ เครื่องสแกน (scanner) เท่านั้น

🇹🇭 ในประเทศไทย ฝังไมโครชิปไว้มีประโยชน์อะไรบ้าง?

🐾 1. พิสูจน์ตัวตนสัตว์เลี้ยงได้แน่นอน เมื่อสัตว์หายหรือถูกขโมย สามารถสแกนชิปเพื่อระบุตัวตนและเจ้าของได้ทันที

🐾 2. จำเป็นสำหรับการทำทะเบียน / เดินทาง / เพาะพันธุ์ / ส่งออก กรมปศุสัตว์ใช้หมายเลขไมโครชิปเป็น “รหัสประจำตัวสัตว์” ที่ผูกกับฐานข้อมูล เช่น การทำ Pet Passport, การส่งออก, การย้ายถิ่น, หรือขอใบรับรองสุขภาพ (Health Certificate)

🐾 3. ใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมาย หากเกิดกรณีพิพาท เช่น ทรัพย์สินหาย หรือการขโมยสัตว์ ไมโครชิปสามารถใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของได้

🐾 4. ปลอดภัย ไม่เจ็บมาก และอยู่ได้ตลอดชีวิต ฝังเพียงครั้งเดียวโดยสัตวแพทย์ ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ไม่ต้องดมยาสลบ และไม่ต้องดูแลพิเศษหลังทำ

สพ.ฝัง: สพ.ญ.ณัฏฏ์ธวรรณ โสภิพันธ์ (หมอพลอย)

เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

Superficial Corneal Ulcer ในสุนัขคืออะไร?

“แผลหลุมกระจกตาตื้น” หรือ Superficial corneal ulcer คือ ภาวะที่ผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (epithelium) เกิดการถลอกหรือเป็นแผล ซึ่งกระจกตาคือส่วนใส ๆ ด้านหน้าของลูกตา ถ้ามีแผลจะทำให้สุนัข เคืองตา ปวดตา กระพริบตาบ่อย และน้ำตาไหลมาก

🐾 สาเหตุที่พบบ่อย

•ถูกเล็บ ขน หรือสิ่งแปลกปลอม ขีดข่วนตา

• การ เกา หรือถูตาแรง ๆ จากอาการคัน

• ขนตาขึ้นผิดทิศ ทำให้ขนถูตา

• สารเคมีหรือน้ำยาทำความสะอาดเข้าตา

• ภาวะ ตาแห้ง (Keratoconjunctivitis sicca)

• การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสร่วม

👨🏻‍⚕️ คุณหมอจะทำการตรวจตาอย่างละเอียด โดยเฉพาะ

1. ย้อมตาด้วยสี fluorescein stain – ถ้ามีแผล สีจะติดเป็นจุดหรือรอยบนกระจกตา

2. ตรวจด้วยไฟส่องตา (slit lamp / ophthalmoscope) เพื่อดูความลึกของแผล

3. ตรวจ tear test (Schirmer tear test) เพื่อดูว่ามีตาแห้งหรือไม่

4. ตรวจหาขนหรือสิ่งแปลกปลอม บริเวณขอบตาและหนังตาที่สาม

💊 การรักษา

1. หยอดยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย

2. ใช้ยาลดปวดตา เพื่อลดการเกร็งของกล้ามเนื้อตาและความเจ็บ

3. ในบางรายที่แผลไม่หาย อาจต้อง ขูดแผล (debridement) หรือทำ grid keratotomy / contact lens ปิดแผล โดยสัตวแพทย์

4. ใส่ ปลอกคอกันเลีย ป้องกันสุนัขเกาหรือถูตา

โดยปกติแผลตื้นจะหายภายใน 5–7 วัน ถ้ารักษาเร็วและไม่ติดเชื้อ

🛡️ การป้องกัน

• หลีกเลี่ยงให้สุนัขกัดกันแรง ๆ

• ตรวจเช็กและ ตัดขนรอบตาให้สั้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์หน้าสั้น (ปั๊ก, ชิสุ, ปอมฯ)

• อย่าใช้ สำลีหรือทิชชูเช็ดตาแรง ๆ

• หากมี น้ำตาไหล เคืองตา หรือหรี่ตา ให้รีบพามาตรวจโดยสัตวแพทย์ เพราะแผลลึกสามารถทำให้ตาบอดได้

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)

รู้จัก “เชื้อราผิวหนังในสุนัข” หรือ Dermatophytosis กันไหม?

โรคนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุยอดฮิตของอาการ ขนร่วงเป็นวง ๆ คัน หรือมีสะเก็ดตามตัว โดยเฉพาะในลูกสุนัข หรือสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอครับ

🔍 เชื้อที่พบบ่อยที่สุด คือ Microsporum canis ซึ่งสามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ (เรียกว่าโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน – Zoonosis) ดังนั้นคนในบ้าน โดยเฉพาะเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ก็ควรระวังเช่นกัน

📋 อาการที่พบบ่อย

• ขนร่วงเป็นหย่อม ๆ ขอบชัด

• ผิวหนังแดง คัน มีสะเก็ดหรือขุย

• ในบางรายอาจไม่มีอาการคันเลย แต่เชื้อยังอยู่และแพร่ต่อได้

• สามารถติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้

🧫 การวินิจฉัย

สัตวแพทย์จะใช้การตรวจด้วยแสง Wood’s lamp, การส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือเพาะเชื้อรา เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อก่อนเริ่มการรักษา

💊 การรักษา

• ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราเฉพาะที่ (เช่น แชมพูหรือครีมที่มี miconazole, ketoconazole หรือ lime sulfur dip)

• ร่วมกับยากินในบางกรณีที่รอยโรคกว้างหรือดื้อยา

• ควรทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขอยู่ เช่น ผ้าปู ที่นอน พื้นบ้าน หรือกรง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการติดซ้ำ

🚫 สิ่งที่ไม่ควรทำ

• อย่าทายาฆ่าเชื้อราของคนให้สัตว์เอง

• อย่าคิดว่า “หายแล้ว” จากตาเปล่า เพราะเชื้อยังคงอยู่ได้หลายสัปดาห์

เชื้อราผิวหนังในสุนัขไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถติดต่อสู่คนได้ แต่ถ้ารักษาถูกวิธีและดูแลสิ่งแวดล้อมดี โรคนี้สามารถหายขาดได้ครับ 💚

วินิจฉัยและเรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)