โรคตาในหมาแมว รอไม่ได้…ช้าไปอาจเสียการมองเห็น (ตอนที่ 2)

ครั้งที่แล้วเล่าไปแล้วว่า 👁️ แค่ดูจาก “ภายนอก” เราพอจะประเมินอะไรได้บ้าง แต่ความจริงคือ… โรคตาส่วนใหญ่ ซ่อนอยู่ข้างใน

พอพาน้องมาถึงโรงพยาบาลสัตว์ การตรวจตาไม่ได้จบแค่ส่องไฟดวงเดียว แต่ต้องใช้ อุปกรณ์เฉพาะหลายอย่าง และหลายขั้นตอน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

🔍 ตัวอย่างการตรวจที่ต้องใช้อุปกรณ์

• Tonometer

วัดความดันลูกตา → สำคัญมากในการวินิจฉัย ต้อหิน และ uveitis

• Schirmer tear test

วัดปริมาณน้ำตา → แยกภาวะตาแห้ง (KCS) ที่ถ้าปล่อยไว้ กระจกตาพังถาวรได้

• Fluorescein test

ย้อมสีดูแผลกระจกตา → แผลเล็กๆ บางทีตาเปล่ามองไม่เห็น แต่เสี่ยงทะลุได้

• Jones test

ตรวจการไหลของท่อน้ำตา → น้ำตาไหลเพราะผลิตมาก หรือเพราะ “ระบายไม่ออก”

• Reflex test

ตรวจการมองเห็นและระบบประสาท → แยกว่าตาบอดจากตาเอง หรือจากสมอง/เส้นประสาท

• Ocular ultrasound

อัลตราซาวด์ลูกตา → กรณีที่มองไม่เห็นข้างใน เช่น มีเลือด มีก้อน หรือจอประสาทตาหลุด

และนอกจากในรูป… ในบางเคสที่เจาะลึกลงไปอีกยังต้องใช้

👉 Direct ophthalmoscope ดูจอประสาทตาโดยตรง

👉 Gonioscope ประเมินมุมระบายน้ำตา (สำคัญมากในต้อหิน)

👉 Electroretinogram/ERG การตรวจการทำงานของจอประสาทตา

🕰️ เพราะฉะนั้น

การตรวจตา = ใช้เวลา + ใช้ขั้นตอน + ใช้ความละเอียดสูง

ไม่ใช่ช้าเพราะอ้อยอิ่ง แต่ช้าเพราะ “ถ้าพลาด = เสียการมองเห็น”

ถ้าน้องมีอาการแบบนี้ ตาแดง ปวดตา หรี่ตา ขุ่น น้ำตาไหล ตาบอดเฉียบพลัน อย่ารอดูอาการเอง และอย่าหยอดยามั่ว

โรคตา…เร็ว = รอด

ช้า = เสี่ยงถาวรจริงๆ

วินิจฉัย/เรียบเรียง: น.สพ.นรภัทร โสภิพันธ์ (หมอพีท)